รุ่งเช้าวันหนึ่งแจ่มใส
เธอพาดวงใจของเธอก้าวมา
แผ่วเบาเหมือนดังลมพา
เธอเริ่มแสวงหา ในสิ่งที่ควร

(เศก ศักดิ์สิทธิ์ เชื้อกลาง)
…………………..

ดอกไม้ ดอกไม้จะบาน
บริสุทธิ์กล้าหาญ จะบานในใจ
สีขาว หนุ่มสาวจะใฝ่
แน่วแน่แก้ไข จุดไฟศรัทธา

(จี๊ด จิระนันท์ พิตรปรีชา)


บทเพลงเหล่านี้ถูกบรรเลงขึ้นอีกครั้ง แต่จะฮิตติดชาร์ตนานเท่าไหร่ต้องว่ากันอีกที วันนี้ … เด็ก – เยาวชน – คนหนุ่มสาวย่างก้าวเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลอย่างเป็นทางการในนามของ YOUNG PAD (Young People’s Alliance for Democracy) ไม่ใช่ “แฟชั่น” หากแต่เป็น “อุดมการณ์ฉับพลัน”

ไม่บ่อยครั้งนัก ที่ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นในสังคมไทย


ก่อน – หลัง 14 ตุลาคม 2516 ขบวนการนักศึกษาเคยเบ่งบานในสังคมไทย แล้วพลังนักศึกษาก็หลับใหลแน่นิ่งไป หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นอนนิ่งเนิ่นนานเกือบ 30 ปี วันนี้พลังบริสุทธิ์นี้เริ่มตื่นขึ้น อาจจะงัวเงียอยู่บ้าง ก็ต้องรีบเร่งล้างหน้าล้างตา แต่งตัวให้สดใส ออกไป “กู้ชาติ” !!

นี่คือทัศนะของ“ดอกไม้ร้อยสำนัก พันสีสัน” เพียงส่วนหนึ่งในห้วงนี้ ที่เรียงรายเบ่งบานอยู่ที่สะพานมัฆวานฯ และทำเนียบรัฐบาล Metro Life ตั้งใจบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ 2008

************

เมธ-วรเมธ ภู่ภูมิรัตน์
นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ปี 3 มหาวิทยาลัยรังสิต

ปกติแล้วเมธไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมใดๆ กับทางมหาวิทยาลัย แต่จะใช้เวลาว่างเล่นกีฬา ไปสังสรรค์กับเพื่อน ไปสยามฯ เที่ยวทะเล ภูเขา เมธรับรู้ข่าวการเมืองมาตั้งแต่เด็ก ความชอบด้านการเมืองจึงเกิดขึ้น ทำให้ข่าวทุกข่าวมีอิทธิพลต่อเขามาก เมธรับข่าวสารจากสื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ต เขาให้คะแนนด้านความสนใจทางการเมืองสิบเต็มสิบ

แล้วจุดเปลี่ยนในชีวิตจึงเกิดขึ้น เมธเล่าว่า “สิ่งที่จุดประกายให้ผมเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองก็เพราะสองเหตุการณ์ คือ การที่รัฐบาลของคุณสมัครนิ่งเฉยต่อกรณีที่คุณจักรภพ เพ็ญแข พูดจาดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ และกรณีที่เกิดขึ้นกับเขาพระวิหาร ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จึงได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ กับผู้มีอุดมการณ์ร่วมกัน และเป็นหนึ่งในคณะทำงานของกลุ่ม Young PAD โดยได้เป็นฝ่ายประสานงานระหว่างกลุ่ม Young PAD กับทางมหาวิทยาลัย และผมมีโอกาสทำงานเป็นการ์ดอาสาบ้าง”

คุณพ่อคุณแม่สอนให้เมธพูดในสิ่งที่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่ควรทำ เขาปรึกษากับท่านและครูอาจารย์บ้าง และดูว่าส่วนไหนที่ควรทำ ส่วนไหนเกินกว่าความรับผิดชอบไหม เรื่องเรียนนั้น เมธยังคงแบ่งเวลาสำหรับอ่านหนังสือเป็นระยะ เนื่องจากเรียนด้านกฎหมายก็ต้องท่องประมวลกฎหมาย และยังให้ความสำคัญต่อการศึกษาเสมอ เพราะการศึกษาทำให้คนฉลาดขึ้น และหากพูดถึงบุคคลที่มีความสำคัญต่อความคิดของเขา คุณสมศักดิ์ โกศัยสุข เพราะมีความจริงใจ รอบคอบ ขยันอ่านหนังสือ ใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ และคุณสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เพราะเป็นอาจารย์ที่เก่ง เป็นคนเปิดเผย และพูดสนุก

เมธเล่าทิ้งท้ายไว้ว่า “เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า ประเทศไทยมีความขัดแย้งเกิดขึ้นมากมาย ในฐานะนักศึกษาทำอะไรได้ก็ควรทำ ทำในสิ่งที่ถูก ถ้ากล้วแล้วใครจะกล้าออกมา”

เมธหวังว่าจะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่มีการซื้อเสียง ไม่มีใครใช้อิทธิพลมืด หลังจบการชุมนุม เขาตั้งใจจะเรียนให้จบ และทำงานในกลุ่ม Young PAD ต่อไป เพื่อสืบสานอุดมการณ์ถึงรุ่นอื่นๆ

*************

แหมว – นราภรณ์ ทั่วรอบ
นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ ปี 2 ม. ธรรมศาสตร์

แหมวสนใจทำกิจกรรมตั้งแต่ประถม คิดว่าการเรียนอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการเพิ่มพูนประสบการณ์ชีวิต เมื่อแหมวเป็นนักศึกษาจึงได้ทำกิจกรรมมากมายในมหาวิทยาลัย อาทิ การออกค่ายอาสากับอินเตอร์แคมป์

หลังเลิกเรียน แหมวจะทำกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยต่อ ช่วงไหนที่ไม่มีกิจกรรมก็จะไปเที่ยวห้าง เที่ยวต่างจังหวัดบ้าง เธอได้รับการปลูกฝังให้รับทราบข่าวสารตลอด ทั้งทางวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ในเครือเนชั่น ผู้จัดการ สื่อโทรทัศน์ก็จะดูข่าว สารคดี ทอล์กโชว์ แต่ไม่ชอบดูละคร

จากที่สนใจการเมืองในระดับหนึ่ง ตอนนี้เธอเพิ่มความสนใจด้านการเมืองมากขึ้น แหมวคิดว่านักศึกษาไม่ควรอยู่เฉยต่อเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน เพราะพลังนักศึกษาคือพลังที่สำคัญต่อประเทศ

“แหมวเข้ามาจุดนี้ได้เพราะมากับเพื่อนแล้วมาเจอพี่ๆ พวกเราได้คุยและประชุมร่วมกันจนได้จัดตั้งกลุ่ม Young PAD ขึ้น เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2551 โดยมีตัวแทนจากมหาวิทยาลัยละประมาณ 2 คน รวมแล้วมี 25 มหาวิทยาลัย และจากสถาบันการศึกษาอื่นๆ อีก 5 แห่ง เข้าทำงานเป็นทีมร่วมกัน แหมวมาที่นี่ทุกวัน ค้างเป็นบางวัน พวกเราประชุมงานเป็นประจำ มีการตกลงร่วมกันแล้วจึงดำเนินงานต่อ ต่อมาได้เปิดรับสมัคร สมาชิก Young PAD ซึ่งตอนนี้มีนักศึกษามาลงชื่อแล้วมากกว่า 5,000 คน และแหมวเป็นเลขาฯกลุ่ม”

เมื่อพูดถึงความหวังของนักศึกษารุ่นใหม่ “แหมวอยากให้การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน และทุกคนควรใส่ใจกับมันมากขึ้น รัฐบาลกับแฟนนั้นเหมือนกัน คือตอนเป็นแฟน เราคบกันก็ไม่รู้หรอกว่านิสัยจริงๆของอีกฝ่ายเป็นอย่างไร แต่พอแต่งงานกันแล้ว ก็จะรู้นิสัยกันมากขึ้น หากเข้ากันไม่ได้หรือมีปัญหาก็หย่ากันได้ รัฐบาลก็เช่นกัน ในเมื่อประชาชนทุกคนเลือกขึ้นมาได้ ประชาชนก็มีสิทธิ์ตัดสินว่าควรให้อยู่ต่อได้หรือออกจากการเป็นรัฐบาลไป”

หากปัญหาทางการเมืองยังคงอยู่จนถึงวันสอบ แหมวจะวางแผนให้ทำให้ได้ทั้งสองอย่าง เพราะให้ความสำคัญของการเรียนกับการมีส่วนร่วมในการเมืองหรือสังคมเท่ากัน ดังนั้นต้องบริหารเวลาตัวเองให้ดีที่สุด

“คุณพ่อคุณแม่กำชับให้แหมวดูแลตัวเองดีๆ ท่านให้อิสระในการตัดสินใจ ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมบ้าง เพื่อนๆ ก็เป็นห่วง แต่เข้ามามีส่วนร่วมไม่มากนัก และไม่ว่าการเมืองจะดำเนินไปในทิศทางใด กลุ่ม Young PAD ก็จะคงอยู่ แล้วเราจะประชุมวางแผนกันต่อไปค่ะ”

************

เต้ – ศิริพล เคารพธรรม
นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ ปี 3 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ก่อนเข้าร่วมชุมนุม เต้ใช้ชีวิตทุกวันคล้าย ๆ กัน ตื่นเช้าก็ไปเรียนหนังสือ กินข้าว อยู่กับเพื่อน เขาไม่ชอบเที่ยว ไม่ชอบเล่นเกม แต่ใช้เวลาว่างช่วยงานในสโมสรนิสิต ดูแลในด้านการจัดหารายได้และนิสิตสัมพันธ์ และเวลาที่เหลือก็จะอ่านหนังสืออยู่ในหอพัก และเล่นอินเทอร์เน็ต

เต้ติดตามข่าวการเมืองมานาน เขาชอบอ่านข่าวจากเว็บต่างๆ และที่สำคัญจะต้องอ่านคอมเมนต์ที่ตามมาเสมอ เพราะมันทำให้รู้ว่าคนในสังคมมีความคิดเห็นต่อเรื่องนั้นๆ อย่างไร คนอื่นคิดเหมือนหรือต่างกับเขาอย่างไรบ้าง

แล้วชีวิตของเต้ก็เปลี่ยนไป เมื่อเต้ต้องการรู้ข้อเท็จจริงบางประการที่เกี่ยวกับการเมือง จึงได้เข้าร่วมการชุมนุมเมื่อปี 2549 และวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวัน D-Day ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เต้ก็มาร่วมชุมนุมทุกวัน บางวันเลิกเรียนแล้วจึงมา แล้วก็มาค้างคืนร่วมกับคนอื่นๆ

“การมาร่วมชุมนุมที่นี่ทำให้ผมได้รู้จักเพื่อนใหม่ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ได้ช่วยประสานงานกลุ่ม ติดต่องาน เมื่อพักก็ทำการบ้าน อ่านหนังสือ เรียกว่าเปลี่ยนสถานที่ใช้ชีวิตจากหอมาเป็นที่พักของกลุ่ม Young PAD ผมมองว่าการเข้ามามีส่วนร่วมและได้เข้ามาช่วยงานนี้ ไม่ได้ดึงเวลาที่ผมใช้ทำกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยไปเลย เพราะการร่วมกิจกรรมใดก็เป็นการทำเพื่อสังคม ทำเพื่อประเทศชาติ และผลการเรียนของผมก็ยังอยู่ในเกณฑ์ดี คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ว่าอะไร ส่วนอาจารย์ก็เตือนให้ระมัดระวังตัว”

ผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญของเต้คือ พลตรีจำลอง ศรีเมือง เขาบอกว่าเพราะท่านเป็นคนเด็ดเดี่ยว พูดจริงทำจริง ไม่โกหก โดยส่วนตัวจะชอบคนนิ่งๆ แต่มีอุดมการณ์แน่วแน่

สิ่งที่เต้หวังจากการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้คือ “ผมอยากเห็นการเมืองที่ดีขึ้น สะอาดขึ้น แม้จะดูเหมือนเป็นการเมืองในอุดมคติแต่ก็ดีกว่ามีชีวิตอยู่โดยไม่ได้คาดหวัง อะไร”

*************

หวาน – กุลทิพย์ กาลสัมฤทธิ์
นิสิตคณะสถาปัตยกรรม ปี 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หวาน นักศึกษาสาวที่เดินทางจากกระบี่มาเรียนในกรุงเทพฯ หวานชอบทำกิจกรรมหลายอย่างและทำได้หลากหลายมาก เช่น กิจกรรมรับน้อง ช่วยงานที่คณะ เล่นละคร เป็นนักร้องในวงดนตรี ติวศิลปะให้น้องๆ ที่ต้องการสอบวิชาความถนัดด้านสถาปัตยกรรม ทำงานกราฟิก หวานนับถือศาสนาคริสต์ เธอได้ร้องเพลงที่โบสถ์ และได้ช่วยงานกิจกรรมบ้าง ล่าสุดหวานได้ไปแข่งเต้น และได้เป็นแดนเซอร์ตามงานเปิดตัวสินค้า

กิจกรรมที่รุมล้อมทำให้เธอไม่มีเวลาว่าง เมื่อถึงเวลาที่นักศึกษามารวมตัวกัน เธอก็เดินทางมาร่วมกลุ่ม มารู้จักเพื่อนใหม่ และได้ทำงานในกลุ่ม Young PAD

“หวานมาที่นี่คนเดียว มาแล้วได้เพื่อนใหม่ ได้ทำงานกับคนมีอุดมการณ์ร่วมกัน กิจกรรมทุกอย่างในคณะที่หวานเคยทำหายไปหมด แต่ไม่เสียดายเลยค่ะ เพราะตอนนี้ได้ทำงานเพื่อชาติ แล้วการรวมกลุ่มของพวกเราก็ทำให้มีเรื่องไม่น่าเชื่อเกิดขึ้น”

เหตุผลที่หวานเข้าร่วมในกลุ่ม Young PAD ก็เพราะเธอเห็นข่าวการเกิดเหตุปะทะระหว่างประชาชนกับตำรวจ ตำรวจที่ควรจะเป็นผู้ปกป้องประชาชน กลับทุบตีประชาชน ซึ่งเธอคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

“ก่อนหน้านี้หวานสนใจเรื่องการเมืองไม่มากนัก แต่ตอนนี้เธอศึกษามันมากขึ้น และมองหลายๆ อย่างด้วยเหตุผล โดยใช้ความคิดและมุมมองของตัวเองเป็นหลัก”

ในแต่ละวัน หวานไปเรียนหนังสือและกลับมาช่วยงานฝ่ายศิลป์ในกลุ่ม Young PAD เธอช่วยดูเรื่องสถานที่ ติดต่องานประชาสัมพันธ์ และงานอื่นๆ แล้วแต่ว่าหลังจากประชุมแล้วจะได้รับมอบหมายให้ทำอะไรต่อ

คุณพ่อของเธอยังไม่รู้เรื่องที่เข้ามาทำกิจกรรมครั้งนี้ แต่คุณแม่กับครูรู้ คุณแม่กลัวเรื่องเรียนจะมีปัญหา แต่หวานก็อธิบายให้ท่านเข้าใจแล้วว่าสามารถแบ่งเวลาได้ และสิ่งที่หวานทำอยู่ เธอให้เหตุผลว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่อย่างไรก็ตาม เธอก็จะเรียนให้จบ ควบคู่ไปกับการทำงานในกลุ่มที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน

*************

เอก – เอกชาติ ภาสกานนท์
นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ชีวิตประจำวันของเอก หลังเลิกเรียนจะขลุกอยู่กับกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยเป็นส่วนใหญ่ เอกเป็นทั้งคนร้อง ตีกลอง และเต้นนำในกิจกรรมสันทนาการของคณะ นอกจากนี้ยังเป็นนักร้องในวงของคณะที่เคยส่งประกวดบ้าง ซึ่งกิจกรรมรับน้องเป็นกิจกรรมที่ทำให้เขามีงานข้างนอกทำต่อ นั่นคือ การได้รับเชิญไปนอกมหาวิทยาลัย ไปสร้างกิจกรรมให้กลุ่มคนที่เพิ่งรู้จักกันได้รู้จักกันมากขึ้น หรือเรียกว่าสลายพฤติกรรม เช่น ไปช่วยงานอบรมเกษตรกรที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น

ด้วยกิจกรรมที่มีมากมาย เอก เด็กหนุ่มชาวสุรินทร์จึงกลับบ้านเดือนละครั้ง

“ผมติดตามข่าวการเมืองตั้งแต่ปี 2549 ตอนนั้นเขาเรียนอยู่ชั้น ม.6 และยังคงติดตามข่าวทางเว็บไซต์ต่างๆ จนกระทั่งสอบติดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในคณะรัฐศาสตร์ แล้วเขาก็สนใจการเมืองมากขึ้น จาก 70% ขึ้นมาเป็น 100%”

จากการติดตามข่าวสาร เอกเลือกเดินทางมาเข้าร่วมกับกลุ่ม Young PAD และได้พบกับเพื่อนใหม่มากมาย เอกชวนเพื่อนมาเข้ากลุ่มด้วย ประมาณ 40-50 คน หน้าที่ของเขาในกลุ่ม Young PAD ได้แก่ การจัดทำทะเบียนรายชื่อสมาชิกที่มาเข้าร่วม ได้เป็นการ์ดอาสาช่วงหนึ่ง และมาร่วมกลุ่มได้หนึ่งเดือนแล้ว ส่วนใหญ่ก็อยู่ค้างกับเพื่อนๆ ซึ่งตอนนี้กลุ่มฯ ได้ขยายใหญ่ขึ้น มีคนมาลงทะเบียนเกิน 5,000 คนแล้ว

เมื่อพูดถึงสิ่งที่เขาคิดหวัง เอกบอกว่า “ผมหวังให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ให้รัฐบาลลาออก และมีนักศึกษามาเข้าร่วมมากๆ เพราะพลังนักศึกษาเป็นพลังบริสุทธิ์ เชื่อว่ากดดันรัฐบาลได้มากกว่าผู้ใหญ่ ทางบ้านของเอกรับรู้เรื่องราวทุกอย่างและให้การสนับสนุน แต่ก็เตือนให้ระวังคำพูดกับการแสดงออกให้มาก ให้คิดดี ทำดี ครูก็เป็นกำลังใจให้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย”

สำหรับเรื่องเรียน เอกมองว่าการเรียนเป็นสิ่งสำคัญ ต้องเรียนให้จบ แต่ไม่จำเป็นว่าจะต้องจบในสี่ปีก็ได้ เนื่องจากการเมืองเป็นเรื่องสำคัญของประเทศชาติ จึงให้ความสำคัญต่อเรื่องการเมืองมาก และอนาคตของประเทศชาติสำคัญกว่าอนาคตของตัวเอง สุดท้ายเขาได้ฝากไว้ว่า “หลังจากนี้ Young PAD จะรวมกลุ่มให้เหนียวแน่นขึ้น และหากมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งกลุ่ม Young PAD เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง พลังของนิสิตนักศึกษาก็จะออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง”

***********

วิรัญจ์ ปัพพานนท์
เตรียมอุดมศึกษา มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 5

“ผมติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาโดยตลอด ไม่ชอบสมัครมาตั้งแต่แรกแล้วครับ การมาร่วมครั้งนี้ผมมีสติไม่ได้เฮตามเพื่อนหรือถูกใครจูงจมูกมา มาที่นี่เมื่อวันที่นายกรัฐมนตรีประกาศว่าจะสลายม็อบ รัฐบาลจะเอาตำรวจมาใช้กำลังกับประชาชนได้ยังไง ผมเข้าใจเหตุผลที่พันธมิตรฯมาบุกยึดทำเนียบฯ เพราะเขาไม่มีอำนาจต่อรองกับรัฐ ผมไม่ได้คลั่งไคล้อะไรเลยแค่อยากเห็นบ้านเมืองสงบไวๆ”

**************

นิวส์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชั้นปีที่ 1

“เข้าร่วมครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม ครั้งแรกดูฟรีทีวีอยู่ที่บ้าน มาตอนหลังติดเอเอสทีวี พอดูแล้วข้อมูลข่าวสารแตกต่างกันมาก ทางเอเอสทีวีนำเสนอแบบไม่ปิดกั้น ภาพข่าวชัดเจน แต่สื่อที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ ข่าวที่ออกมาจะบิดเบือนไม่มีภาพข่าวให้เห็นอย่างชัดเจน พอเป็นแบบนี้จึงรู้สึกว่าเราต้องลองมาค้นหาความจริงจากม็อบ พอวันเสาร์ อาทิตย์มหาวิทยาลัยหยุดก็มาสังเกตการณ์กับเพื่อนๆ ที่ม็อบ ทำให้รู้เลยว่าข่าวสารที่นำเสนอออกไปของแต่ละช่องมีความถูกต้องแค่ไหน และจุดหลักที่ผมมา อยากเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนให้มีการเปลี่ยนผู้นำประเทศ เขาปกครองประเทศแบบนี้ไม่ได้แล้ว นับวันยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง”

**************

กมลพร วัฒนเวส มหาวิทยาลัยศรีปทุม ชั้นปีที่ 3

“หนูเป็นนักศึกษา มีความคิด อย่างวันนี้มหาวิทยาลัยไม่ให้นักศึกษาทุกคนใช้ชื่อของมหาวิทยาลัย และใช้เครื่องหมายของมหาวิทยาลัยในทางการเมือง หนูก็ไม่เข้าใจ หนูก็เรียนนิติศาสตร์มีหลักการของตัวเอง เพื่อนๆ ก็อยากมาแต่ไม่กล้าเพราะกลัวโดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัย แต่หนูไม่กลัว สมัคร สุนทรเวช เรียนกฎหมายมา แต่เขาไม่ได้ใช้มันให้เป็นประโยนช์ต่อบ้านเมืองเลย แต่เขาใช้กฎหมายคุ้มครองตัวเอง หนูว่าเขาแก่แล้ว น่าจะกลับไปนอนนวดหลังอยู่ที่บ้านดีกว่า ไม่ใช่มานั่งปวดหลังอยู่ในสภา หรือมานั่งแคะขี้ฟัน เขาไม่เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีค่ะ”

**************

เด็กประถม (ก็) กู้ชาติ

เทพฤทธิ์ จันทรังสิกุล หรือ คุณพ่อเคน ปัจจุบันเป็นวิศวกร บอกว่า ตอนเช้าๆต้องขับรถไปส่งลูกทั้ง 2 คน (จันทร์เจ้าอายุ 5 ขวบ กับ จ๊ะจ๋าอายุ 6 ขวบ) เส้นทางซึ่งใช้ระยะเวลาราวครึ่งชั่วโมงนั้น จะเปิดคลื่น 97.75 MHzและ 98.25 MHz ที่ถ่ายทอดเสียงปราศรัยจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจากทำเนียบรัฐบาล

“แรกๆ ลูกๆฟังไป ก็จะถามว่าเราว่าอะไรป๋าป๋า เราก็อธิบายไปว่าเขาเป็นพันธมิตรฯ ที่เขาต้องออกมากู้ชาติ ทั้งเรื่องพื้นที่ทับซ้อน เรื่องคอรัปชั่น เรื่องขายชาติ เรื่องราวต่างๆ ทั้งหมดพันธมิตรเขาทำเพื่อคนรุ่นหนูๆ นะ เขาฟังก็ยิ้มๆ เราก็ปลูกฝังอยู่อย่างนี้เสมอๆ”

จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งขณะที่เราขับรถไปรับเขาที่โรงเรียน เจ้าจันทร์เจ้าน้องคนเล็ก เขาก็เล่าให้เราฟังว่า “จันทร์เจ้าไปบอกคุณครูว่าจันทร์เจ้าอยู่สีเหลือง อยู่ฝั่งรักในหลวงของเรา จันทร์เจ้าไม่ชอบสีแดงเป็นอันธพาล ปรากฏว่าคุณครูแทบจะทั้งโรงเรียนก็บอกว่า เขาก็เชียร์สีเหลืองเหมือนกัน (หัวเราะ) หมด วันรุ่งขึ้นคุณครู จันทร์เจ้า จ๊ะจ๋า เขาก็หิ้วของในม็อบ หิ้วเอาเสื้อ เอามือตบ เอาผ้าพันคอเอาเข็มกลับมาโชว์กัน”

สิ่งหนึ่งที่ผมหวังจากการร่วมกิจกรรมและติดตามข่าวคราวของพันธมิตร ผมหวังเอาไว้ว่า คนรุ่นเขาจะกล้าหาญ คนรุ่นเขาจะรักความยุติธรรม รักความถูกต้อง ไม่อ่อนแอ เชื่อและลงมือทำเหมือนกับกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า “พันธมิตรฯ”

อยากรู้จักน่ะเหรอ นี่เลยคร้าบ
http://siamsq.hi5.com/
http://youngpad.hi5.com/

***************

เสียง (อดีต) นักศึกษารุ่นพี่

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์

สถานภาพ – อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) , สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และอดีตเลขาฯ ศูนย์นิสิตนักศึกษา ปี 2516

“เหตุการณ์ 14 ตุลา เป็นการริเริ่มของผู้นำนักศึกษา องค์กรที่เป็นทางการของนักศึกษาทั่วประเทศ โดยมีนายกสโมสร นายกองค์การนักศึกษาได้เข้ามาร่วมปรึกษาหารือกันทั้งองคาพยพเกี่ยวกับปัญหา ทางสังคมและจึงออกมาเคลื่อนไหว ซึ่งตอนนั้นเป็นการออกมาต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นและเรียกร้องให้ใช้สินค้าไทย หรือประเด็นทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งมันพัฒนาไปเรื่อยๆ ทำให้การเคลื่อนไหวในครั้งนั้นมี “Impact” หรือผลกระทบต่อสาธารณะสูงมาก”

แต่สำหรับครั้งนี้ อดีตผู้นำนักศึกษา 14 ตุลา บอกว่า เป็นการเริ่มต้นขององค์กรการเมืองภาคประชาชนออกมาเคลื่อนไหวกับสิ่งไม่ถูก ต้องนานเข้า กระทั่งนักศึกษาได้ยิน และคิดว่าน่าสนใจ จึงออกมาเคลื่อนไหว ซึ่งโดยส่วนใหญ่แกนนำนักศึกษาครั้งนี้จะเป็นรุ่นลูกของนักกิจกรรมเคลื่อนไหว เมื่อครั้ง 14 ตุลา ที่ออกมามีบทบาทในการรวมกลุ่มกัน

“ถามว่าการออกมาของนักศึกษาครั้งนี้มันมีพลังมากพอไหม จากที่เห็นส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษาจากกลุ่มอิสระ จากสถาบันต่างๆ ที่ออกมาสร้างเครือข่ายและเคลื่อนไหวกัน โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรนำของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ องค์กรนำที่บัญชาการของนักศึกษา ปัจจุบันยังไม่เห็นออกมาเคลื่อนไหวตรงๆ ฉะนั้นถ้าเราจะพูดถึงความเข้มแข็งของการรวมกลุ่มของนักศึกษายังน้อยกว่า ครั้ง 14 ตุลา”

แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการตื่นตัวของนักศึกษา อดีตผู้นำนักศึกษา 14 ตุลา ถือว่าครั้งนี้เป็นการสะท้อนปรากฏการณ์ที่ดีที่นักศึกษาส่วนหนึ่งหันมาใส่ใจ ปัญหาการเมือง

“จะเห็นว่ากลุ่มนักศึกษาอิสระที่ออกมาเคลื่อนไหวมีบทบาทมากกว่า องค์กรนำที่ถือว่าเป็นผู้นำอย่างเป็นทางการของพวกเขาซะอีก เป็นกรณีใหม่แตกต่างจาก 14 ตุลา ที่น่าศึกษา ซึ่งการออกมาครั้งนี้ ถ้าหากการเคลื่อนไหวของนักศึกษาที่สนใจเหตุบ้านการเมืองมีประเด็นเคลื่อนไหว มีเหตุมีผล นักศึกษาที่เป็นพลังเงียบก็จะออกมาร่วมมากขึ้น”

ถามว่าการออกมาเคลื่อนไหวไล่นายกฯ สมัคร เป็นแฟชั่นไหม อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) บอกว่า ไม่อยากให้มองว่าเป็นอย่างนั้น

“ปัญหาของบ้านเมืองมันต้องมีคนจุดประกาย และน่าสนใจในการติดตามดูว่า ประเด็นปัญหาเหล่านี้นักศึกษาควรจะออกมามีบทบาท ผมไม่อยากมองเป็นเรื่องแฟชั่น แต่ถ้ามันจะเป็นแฟชั่น มันก็เป็นแฟชั่นในทางที่ดี แทนที่นักศึกษาจะไปสนใจเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่หันมาสนใจปัญหาของบ้านเมืองมากขึ้น ก็ถือว่าเป็นแฟชั่นในทางที่ดี”

ในฐานะเป็นนักเคลื่อนไหวมาก่อน ศ.ดร.สมบัติ แนะนำนักศึกษาที่ออกมาและจะออกมาเคลื่อนไหวว่า
นักศึกษาควรจะต้องรู้และเข้าใจปัญหานั้นๆ ให้ชัดเจน ว่าสิ่งไหนถูก-ผิด สิ่งไหนเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สิ่งสำคัญก็คือ จุดที่จะต้องยืนอยู่กับเรื่องคุณธรรม และจริยธรรม เพราะปัจจุบันสังคมไทยมีปัญหาเรื่อง “คุณธรรม” และ “จริยธรรม” เสื่อมโทรมสุดๆ

“เมื่อสถาการณ์เป็นแบบนี้แล้ว นักศึกษาก็ต้องออกมายืนหยัดประกาศให้ทุกคนรู้ว่า สิ่งที่ผู้ใหญ่กำลังทำอยู่เนี่ย ขาดซึ่ง “คุณธรรม” และ “จริยธรรม” ทำให้ผู้ใหญ่เกิดความละอายกับสิ่งที่ทำต่อบ้านเมือง”

อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ฝากข้อคิดว่าผมผ่าน 14 ตุลา ความสนใจของนักศึกษาที่มีต่อบ้านต่อเมือง ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ผมมองว่ามันเป็นเรื่องที่ดี ทำให้นักศึกษาเข้าใจเรื่องบ้านเมือง”

“นักศึกษาเป็นพลังบริสุทธิ์ ไม่มีผลประโยชน์ พวกเขามีความน่าเชื่อถือจากประชาชนสูง ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าเกิดสถานการณ์ยังยืดเยื้อผมเชื่อว่าจะทำให้นักศึกษาออกมาเพิ่มมากขึ้น ครับ ขออย่างเดียวรัฐบาลอย่าใช้ความรุนแรง ไม่เช่นนั้นประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย” ศ.ดร.สมบัติสรุป

***************

คำนูณ สิทธิสมาน

สถานภาพ – อดีตเลขาฯศูนย์นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ปี 2518 , สมาชิกวุฒิสภา แบบสรรหา

การออกมาเคลื่อนไหวของบรรดานิสิตนักศึกษานั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ดี มีมาทุกยุคสมัย โดยเฉพาะการเมืองครั้งสำคัญๆของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลา , 6 ตุลา, พฤษภาทมิฬ ครั้งนี้ก็ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่มีเยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ชุมนุมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ที่สำคัญคือเป็นพลังหนุ่มสาวที่สนใจความเป็นไปของบ้านเมือง แม้ก่อนหน้านี้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เยอะว่าปัญญาชนไทยนั้นไม่สนใจการ เมือง สนใจแฟชั่น เดินสยามสแควร์ อย่างนี้เป็นต้น

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มีมานานตั้งแต่ปี 49 แล้วก็มีความต่อเนื่องมาตลอด หากใครที่ติดตามข่าวสารต่างๆ แล้วนำมาคิดวิเคราะห์ตามจะทราบและเข้าใจ ส่วนตัวแล้วเชื่อว่านิสิตนักศึกษาเป็นปัญญาชน มีการเก็บและศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ ท่ามกลางสภาพเหตุการณ์บ้านเมืองเช่นนี้การออกมาเคลื่อนไหวนับเป็นความกล้า แสดงออกอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าพวกเขามีจุดยืนและกล้าตัดสินใจ นอกจากนั้นตัวเร่งที่สำคัญของเหตุการณ์นี้ก็คือนายกรัฐมนตรี ในการแสดงออกอย่างไร้เหตุผล มีอารมณ์เป็นที่ตั้ง ใช้วาจาหยาบคายไม่เหมาะสมต่อการเป็นผู้นำ และอีกหลายๆ ประการ ทำให้นิสิตนักศึกษาขาดความเชื่อมั่นในตัวผู้นำ ย่อมเพิ่มน้ำหนักและเป็นการผลักดันให้นิสิตนักศึกษาออกมาร่วมเคลื่อนไหว

ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาในยุคไหน ด้านการแสดงความคิดเห็นและแสดงออกทางประชาธิปไตยอย่างมีสิทธิเสรีภาพไม่แตก ต่างกัน แต่ในยุคนั้นเป็นเผด็จการทางทหาร ในยุคนี้รัฐบาลอ้างว่าตนมาจากการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจริงๆ ไม่รับฟังเสียงจากประชาชน เป็นเผด็จการภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตยนั่นเอง

************

จิระนันท์ พิตรปรีชา

สถานภาพ – อดีตดาวเภสัช จุฬาฯ พ.ศ. 2515 และผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ปัจจุบันเป็นนักเขียน และผู้จัดทำบทบรรยายภาพยนตร์ ได้รับรางวัลซีไรต์ พ.ศ. 2532 จากกวีนิพนธ์เรื่อง “ ใบไม้ที่หายไป” ล่าสุด เป็นตัวแทนของแนวร่วมคัดค้านความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช ในนาม “แนวร่วมศิลปินประชาธิปไตย”

“ ดีใจที่นักศึกษาหันมาสนใจในเรื่องบ้านเมืองและออกมาแสดงความคิดเห็นในครั้ง นี้ เป็นส่วนหนึ่งของพลังในการผลักดันสังคม แม้ว่าการเรียกร้องของนักศึกษาในอดีตกับปัจจุบันจะมี “พื้นฐาน” ที่ต่างกันอยู่ รุ่นนั้นเราสั่งสมจากการอ่าน ทำกิจกรรม สนใจปัญหาบ้านเมือง สังคม และอุดมคติ ขณะที่คนรุ่นนี้เกิด “อุดมการณ์ฉับพลัน” ก้าวกระโดด ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมาจากแรงบันดาลใจที่เห็นความจริงจากสื่ออีกด้านหนึ่งที่ นำเสนอ แต่ไม่ใช่เรื่องการมาตามแฟชั่นแน่นอน อย่างที่บอกว่า เด็กรุ่นนี้ก้าวกระโดด ดังนั้นปัญหาก็คือ การรับรู้ไม่เพียงพอ เด็กรุ่นนี้ไม่เคยรับรู้เรื่องราวและเหตุการณ์เมื่อสมัย 14 ตุลา , 6 ตุลา เห็นภาพเหตุการณ์ก็จะร้องว่า “มีแบบนี้ด้วยเหรอ” เมื่อก่อนนักศึกษามีแกนนำ เป็นพลังบริสุทธิ์ 100 % แต่วันนี้ทุกคนมาในนามของกลุ่มอิสระหลายฝ่ายเหลือเกิน การตื่นตัวเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องมีรากฐานความเข้าใจที่ดีเพียงพอ

นักศึกษาวันนี้เปลี่ยนจาก “บริโภคนิยม” เป็น “บริพากษ์นิยม” วันนี้เนื่องจากก้าวกระโดดทางการเมือง การรับรู้เรื่องราวยังไม่เป็นระบบ จึงมีแต่ความเห็น ความรู้สึก เป็นเพียงการแสดงสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ต่างจากสมัยก่อนที่ไม่ค่อยได้วิพากษ์ แต่เน้นไปที่องค์ความรู้ และสังคมการเมืองสมัยนั้นเผด็จการชัดเจน ไม่เหมือนกับสมัยนี้ที่ไม่แจ่มชัด ถ้าไม่ศึกษา เรียนรู้ให้ถึงแก่น จะไม่เห็นภาพที่ชัดเจนเลย

ในฐานะที่เคยถูกปราบปรามอย่างรุนแรง เหี้ยมโหด โดนสังคมประณามมาเป็นปีๆ คิดว่าวันนี้เมื่อออกมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่หลังจากนี้ต้องนั่งฟังและศึกษาเรื่องราวต่างๆ ให้ตกผลึกทางความคิด เพราะมีคนจำนวนมากในสังคมเอาใจช่วยอยู่”

ที่มา : manager

ปล.

- หยุดเรียนไปกู้ชาติ…  (- -”)

- ช่วงนี้กระแสการเมืองรุนแรง โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม

- YOUNG PAD นี่เป็น ญาติ NOTEPAD รึป่าววว??  (โป๊ะ..ตึ่ง….)

- ข่าวด้านบนนี้ มีเด็กเกษตรคนนึง มีนามว่า “เต้” เคยออกรายการ สรยุทธด้วย เรื่อง admission

- ดูไปดูมา เจอเพื่อนเราอีกคน มีนามว่า “ติ๋ง” เรียน ม.ศรีปทุม ตกใจเหมือนกันนะ ที่เจอติ๋งเป็นตัวแทน YOUNG PAD